Toey^^
วันจันทร์ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2553
เพลงค่าน้ำนม
ที่เฝ้าหวงห่วงลูกแต่หลังเมื่อยังนอนเปล
แม่เราเฝ้าโอ้ละเห่
กล่อมลูกน้อยนอนเปลไม่ห่างหันเห ไปจนไกล
เมื่อเล็กจนโตโอ้แม่ถนอม
แม่ผ่ายผอมย่อมเกิดจากรักลูกปักดวงใจ
เติบ โตโอ้เล็กจนใหญ่
นี่แหละหนาอะไร มิใช่ใดหนาเพราะค่าน้ำนม
* ควร คิดพินิจให้ดี
ค่าน้ำนมแม่นี้ จะมีอะไรเหมาะสม
โอ้ว่าแม่จ๋า ลูกคิดถึงค่าน้ำนม
เลือดในอกผสม กลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน
ค่าน้ำนมควรชวนให้ลูกฝัง
แต่เมื่อหลังเปรียบดังผืนฟ้าหนักกว่าแผ่นดิน
บวช เรียนพากเพียรจนสิ้น
หยดหนึ่งน้ำนมกิน ทดแทนไม่สิ้นพระคุณแม่เอย
วันแม่แห่งชาติ

- ความเป็นมาของวันแม่
กล่าว กันว่า นางแอนนา เอ็ม. จาร์วิส คุณครูชาวอเมริกันแห่งรัฐฟิลาเดลเฟีย ได้ใช้ความพยายามร่วม 2 ปี เพื่อเรียกร้องให้มี “วันแม่” ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยในปีค.ศ.1914 (พ.ศ. 2457) โดยประธานาธิบดีวู้ดโรว์ วิลสัน ได้มีคำสั่งให้ถือเอาวันอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนพฤษภาคมเป็น “วันแม่แห่งชาติ” และดอกไม้สำหรับวันแม่ของชาวอเมริกันก็คือ “ดอกคาร์เนชั่น” เป็นสัญลักษณ์วันแม่ โดยมี 2 แบบคือ ถ้าแม่มีชีวิตอยู่ ให้ใช้ดอกคาร์เนชั่นสีชมพู แต่ถ้าแม่ถึงแก่กรรมไปแล้วให้ใช้ดอกคาร์เนชั่นสีขาว
สำหรับ ในประเทศไทยมีการจัดงานวันแม่ครั้งแรก โดยกระทรวงสาธารณสุข เมื่อ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ที่สวนอัมพร แต่เนื่องจากช่วงดังกล่าวเป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ต้องงดจัดในปีต่อไป และต่อมาแม้จะมีหลายหน่วยงานได้พยายามรื้อฟื้นจัดขึ้นอีก แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร รวมทั้งได้มีการเปลี่ยนแปลงกำหนด “วันแม่” หลายครั้ง
จนเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2493 คณะรัฐมนตรีสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้มีประกาศรับรองให้วันที่ 15 เมษายนของทุกๆปี เป็น วันแม่ โดยเรียกว่า “วันแม่ของชาติ” และมอบหมายให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติเป็นผู้จัดงานเมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2493 เป็นครั้งแรก และได้รับความสำเร็จด้วยดี มีประชาชนและหน่วยงานต่างๆให้การสนับสนุนจัดงานกันอย่างกว้างขวางตั้งแต่ นั้นมา และยังมีการประกวดแม่แห่งชาติ และคำขวัญวันแม่ เพื่อให้เกียรติและเพิ่มความสำคัญของงานวันแม่ให้ยิ่งๆขึ้นไปด้วย
ต่อมาถึง พ.ศ.2519ทางราชการได้เปลี่ยนใหม่ให้ถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระ นางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ 12 สิงหาคม “เป็นวันแม่แห่งชาติ” เริ่มในปี พ.ศ.2519 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน วันแม่แห่งชาติ เป็นวันที่ทางราชการกำหนดในวันที่ 12 สิงหาคม ของทุกปี และถือว่าเป็นวันสำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทย และกำหนดให้ใช้ “ดอกมะลิ” เป็นดอกไม้สัญลักษณ์วันแม่
- ทำไมจึงใช้ดอกมะลิเป็นดอกไม้ประจำวันแม่
การ ที่ใช้ “ดอกมะลิ” เป็นสัญลักษณ์วันแม่ ก็เพราะดอกมะลิเป็นดอกไม้ที่มีสีขาวบริสุทธิ์ มีกลิ่นหอมที่หอมไปไกลและหอมได้นาน ผลิดอกได้ทั้งปี อีกทั้งยังนำไปปรุงเป็นเครื่องยาหอมใช้บำรุงหัวใจได้ด้วย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ลึกซึ้งที่แม่มีต่อ ลูก เป็นความรักที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณาที่ไม่มีที่สิ้นสุด และไม่มีพิษมีภัย มีแต่ความชุ่มชื่นใจดั่งความหอมของดอกมะลิ
ต้นไม้มงคล ประจำวันเกิด
เป็นคนมีเสน่ห์ เจ้าชู้เงียบ สุภาพอ่อนหวาน กิริยางดงาม พูดจาไพเราะ มีน้ำใจ แต่โมโหร้าย ชอบแต่งตัว มีความพิถีพิถันละเอียดรอบคอบ ช่างเอาใจผู้อื่นและชอบให้ผู้อื่นเอาใจ คนเกิดวันจันทร์ ควรลดความวิตกกังวลลงบ้าง และควรระวังเรื่องการใช้จ่าย เรื่องการคบคน และอย่าตามใจตัวเองมากจนเกินไป
(วันเสาร์กะวันจันทร์คล้ายๆ กัน)
คนเกิดวันอังคาร
เป็นคนแข็งแรง กล้าหาญ เป็นนักต่อสู้ทั้งกายและใจ ตรงไปตรงมา ถือความจริงใจเป็นหลัก จนดูเหมือนมีบุคลิกที่ก้าวร้าว ชอบงานอิสระที่ไม่ต้องการความประณีต เป็นคนแข็งนอกอ่อนใน เมื่อรักใครก็ไม่ค่อยแสดงท่าที แต่เป็นคนรักจริงและมั่นคงในความรัก คนเกิดวันอังคารควรระวังเรื่องความใจร้อนวู่วาม และควรวางแผนเรียบเรียงทางความคิดให้ดี
ไม้มงคลสำหรับคนเกิดวันอังคาร เป็นไม้ที่มีดอกสีแดง ชมพู หรือชมพูอมม่วง เป็น สีที่เสริมบารมีและสิริมงคลให้แก่คนที่เกิดวันอังคารตามหลักโหราศาสตร์โบราณ เป็นอย่างมาก เช่น บัว อัญชัน ต้นรัก อินทนิลน้ำและ เอื้องเข็มม่วง(กล้วยไม้)
คนเกิดวันพุธ
มีศิลปะในการพูดคุย มีไหวพริบดี มีน้ำใจไมตรี ชอบเห็นคนรอบข้างมีความสุข เป็นคนช่างฝัน และมีโลกส่วนตัวสูง ถ้าคิดจะรักใครก็จะมั่นใจแล้วว่าใช่ และเป็นความรักแบบค่อยเป็นค่อยไป ผูกพันลึกซึ้ง คนเกิดวันพุธควรระวังเรื่องการใจอ่อน ใจดี ใจกว้าง และเชื่อคนอื่นง่ายจนเกินไป
ไม้มงคลสำหรับคนที่เกิดวันพุธคือ ไม้ดอกที่มีสีเขียวอมเหลืองหรือสีเหลืองจะช่วยเสริมสิริมงคลให้คนเกิดวันพุธยิ่งนัก เช่น กระดังงา ขี้เหล็ก โกสน วาสนา
คนเกิดวันพฤหัสบดี
จะมีรูปร่าง สง่างามทั้งชายและหญิง มีสติปัญญาเป็นเลิศ ละเอียด ลึกซึ้งใฝ่หาความรู้ พูดจาฉะฉานมีหลักการ มุ่งมั่น และทะเยอทะยานสูง โกรธง่ายหายเร็ว วางแผนอย่างรอบคอบและอดทนรออย่างใจเย็น เป็นคนรักจริงเกลียดจริง เข้ากับคนง่ายแต่ไม่รักใครง่ายๆ แต่เมื่อรักแล้วก็จะรักอย่างซื่อสัตย์
โดยทั่วไป สีของวันพฤหัสบดี คือสีแสด แต่ไม้มงคลสำหรับคนเกิดวันพฤหัสบดี คือไม้ที่มีดอกสีขาวบริสุทธิ์ เป็นสีที่เสริมสร้างบารมี และเป็นสิริมงคลความรุ่งโรจน์ สำหรับผู้ที่เกิดวันพฤหัสบดีอย่างยิ่ง เช่น พุดพชยา โมก มะลิลา แก้ว

คนเกิดวันศุกร์ มักเป็นคนที่มี บุคลิกดี อ่อนหวานอ่อนน้อม รักสวยรักงาม ชอบความหรูหรา ขี้น้อยใจแต่จิตใจดี มีน้ำใจเมตตาต่อผู้อื่น คนเกิดวันศุกร์มักมีชีวิตพัวพันอยู่กับความรัก ให้ความสำคัญกับความรักและคนรักมากเป็นพิเศษ เป็นคนโรแมนติก แต่ก็มักไม่สมหวังในความรัก โดยทั่วไป สีของวันศุกร์ คือสีฟ้า แต่ไม้มงคลสำหรับคนที่เกิดวันศุกร์คือไม้ที่มีดอกสีชมพู หรือแดง เป็นดอกไม้ที่ต้องโฉลกสร้างความเป็นสิริมงคล ความเจริญรุ่งเรืองให้คนที่เกิดวันศุกร์เป็นอย่างมาก เช่น โป๊ยเซียน ชงโค เล็บมือนาง ยี่เข่ง และชวนชม

คนเกิดวันเสาร์
เป็นคนที่มีจิตใจ เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยวอดทน และเอาจริงเอาจังกับทุกสิ่ง คิดอะไรถี่ถ้วน จนดูเป็นคนกังวล กิริยามารยาทดี เข้าสังคมเก่ง ชอบแสวงหาอะไรใหม่ๆ หัวแข็งและดื้อเงียบ คนที่เกิดวันเสาร์ควรลดความห้าวหาญลง รับฟังความคิดเห็นของคนอื่นบ้าง โดยทั่วไป สีของวันจันทร์คือสีเหลือง และสีของวันเสาร์คือสีม่วง แต่พรรณไม้มงคลของคนที่เกิดวันจันทร์และวันเสาร์ จะเป็นพรรณไม้ที่มีดอกสีขาว สีครีม หรือสีเหลือง ซึ่งเป็นสีดอกไม้ที่โฉลกตามตำราโบราณ และเชื่อว่าจะเสริมบารมี ความเป็นสิริมงคลให้คนที่เกิดวันจันทร์และวันเสาร์อย่างยิ่ง ต้นไม่ประจำสองวันนี้คือ ต้นพิกุล ไทรย้อย ราตรี และลำดวน

คนเกิดวันอาทิตย์
มักมีความมุ่ง มั่นสูง มีความรู้ความสามารถเป็นผู้นำ และชอบช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ จริงใจ สุภาพอ่อนโยน แต่ก็อารมณ์ร้อน โมโหง่าย ประเภทโกรธง่ายหายเร็ว ความรักคือความท้าทาย สำหรับคนเกิดวันอาทิตย์ รักใครง่ายแต่ก็รักจริง และมักมีดวงในเรื่องของความรัก จนดูเป็นคนเจ้าชู้ คนเกิดวันอาทิตย์ควรระวังในเรื่องความใจร้อน เชื่อคนง่าย และเรื่องการใช้จ่ายเงิน เพราะเป็นคนใจกว้าง
โดยทั่วไป สีของวันอาทิตย์คือสีแดง แต่ไม้มงคลของคนที่เกิดวันอาทิตย์เป็นดอกไม้ที่มีสีเหลืองหรือสีส้ม
ซึ่งเป็นสีแห่งความสว่างไสวตลอดกาล เป็นสิริมงคลและช่วยสร้างเสริมบารมีอย่างยิ่งสำหรับคนที่เกิดวันอาทิตย์เช่น ราชพฤกษ์ ดาวกระจาย เข็ม กุหลาบ ทองกวาว
ที่มา http://variety.teenee.com/foodforbrain/463.html
ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์
ส่วนรับข้อมูล (Input Unit) เป็น ส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ ที่ทำหน้าที่รับข้อมูลจากคน และส่งต่อข้อมูลไปยัง หน่วยประมวลผล(Process Unit) เพื่อทำการประมวลผลต่อไป รูปแบบการส่งข้อมูลจากอุปกรณ์รับข้อมูลจะอยู่ในรูปของการส่งสัญญาณเป็นรหัส ดิจิตอล (หรือเป็นเลข 0 กับ 1) นั่นเอง อุปกรณ์ส่วนรับข้อมูล ได้แก่
- คีย์บอร์ด (keyboard)
- เมาส์ (mouse)
- สแกนเนอร์ (scanner)
- อุปกรณ์สแกนลายนิ้วมือ (finger scan)
- ไมโครโฟน(microphone)
- กล้องเว็บแคม (webcam)
อุปกรณ์ใน ส่วนรับข้อมูล ยังมีอีกมากมายและสามารถจะยังมีเพิ่มตามขึ้นไปเรื่อยๆ ตามการพัฒนาด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์
- แบบที่สามารถเก็บไว้ดูภายหลังได้ เช่น เครื่องพิมพ์ (Printer) และ เครื่องวาด (Plotter)
เครื่องพิมพ์ (Printer)
เครื่องวาด (Plotter)
- แบบที่ไม่มีสำเนาเก็บไว้ เช่น จอภาพ(Monitor) , เครื่องฉายภาพ(LCD Projector) และ ลำโพง (Speaker)
จอภาพ (monitor)
เครื่องฉายภาพ (LCD Projector)
ที่มา http://computer.kapook.com/component.php
CTS โรคพังผืดกดทับเส้นประสาท

CTS ย่อมาจาก Carpal Tunnel Syndrome หรือชื่อในภาษาไทยเรียกว่า
“โรคพังผืดกดทับเส้นประสาท” โรคนี้ หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นหูนัก แต่เชื่อว่า
ต่อจากนี้ไป จะเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น เกิดได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะ
ผู้ที่ต้องทำงานอยู่กับเครื่องคอมพิวเตอร์ต่อเนื่องเป็นเวลานาน ๆ ควรจะทำความ
รู้จักกับโรคนี้ให้มากขึ้นเพื่อเป็นการป้องกันการเกิด หรือการตรวจพบแต่เนิ่น ๆ
จะทำให้การรักษาได้ผลดีที่สุด ไม่เสี่ยงต่อความพิการหรือกล้ามเนื้อถูกทำลาย
อย่างถาวร
ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่เลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณแขนและมือ และรับความรู้สึกบริเวณฝ่ามือ นิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง จนถึงครึ่งหนึ่งของนิ้วนาง เส้นประสาทนี้จะเดินทางตั้งแต่
บริเวณต้นคอจนถึงปลายนิ้วมือ ซึ่งบริเวณข้อมือนั้นจะต้องลอดช่องอุโมงค์ที่เรียกว่า
Carpal Tunnel เมื่ออุโมงค์นี้แคบลงจากสาเหตุต่าง ๆ หรือพังผืดที่บริเวณอุโมงค์
ข้อมือหนาตัวขึ้นจนไปกดทับเส้นประสาท หรือข้อมือได้รับแรงกดทับซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จึงทำให้เป็นที่มาของโรคนี้
สาเหตุของโรคเกิดจาก 1. การใช้งานข้อมือในท่าเดิม ๆ อย่างเช่นคนที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์นั้นต้องใช้เมาส์ โดยใช้ข้อมือเป็นจุดหมุน การกดแป้นคีย์บอร์ด การเย็บผ้า การถักนิตติ้ง ฯลฯ 2. การใช้ข้อมือที่มีการงอมือเป็นเวลานาน เช่น การกวาดบ้านนาน ๆ การรีดผ้า การหิ้วถุงที่มีการงอข้อมือ ฯลฯ 3. การทำงานที่มีการใช้ข้อมือกระดกขึ้นและการสั่นกระแทก เช่น ช่างฝีมือประเภท ต่าง ๆ พนักงานโรงงาน งานที่เกี่ยวกับการก่อสร้างหรืองานคอนกรีต 4. คนที่มีโรคประจำตัวที่มีผลต่อปลายประสาท เช่น เบาหวาน รูมาตอย ไทรอยด์ โรคข้ออักเสบในหญิงตั้งครรภ์ระยะใกล้คลอด ภาวะบวมน้ำจากโรคไตและตับ 5. การที่พังผืดหนาตัวมากขึ้น ไม่ว่าจะมาจากสภาพร่างกายที่มีอายุมากขึ้น เพศหญิง มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะในหญิงวัยกลางคน 6. ลักษณะของโครงสร้างของข้อมือที่ผิดปกติ หรือแม้แต่กรรมพันธ์ก็เป็นสาเหตุได้ 7. เกิดจากอุบัติเหตุที่ทำให้บาดเจ็บหรือกระดูกหักบริเวณข้อมือ เช่น การหกล้ม รถชน 8. สาเหตุทางทุติยภูมิอื่น ๆ เช่น มีเยื่อหุ้มรอบเส้นเอ็นหนาตัวขึ้น ซึ่งจะทำให้มี ความดันสูงขึ้น โดยพังผืดไม่จำเป็นต้องหนาขึ้นก็ได้ อาการที่สังเกตุได้ ผู้ป่วยจะมีอาการปวด ชา ร้อน ตั้งแต่บริเวณข้อมือจนถึงปลายนิ้ว ซึ่งมักมีอาการบริเวณนิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง หรือในบางรายอาจมีอาการได้ทั้งฝ่ามือ และอาจจะปวดไปจนถึงไหล่ หรือรู้สึกเสียวคล้ายถูกไฟช๊อต กลุ่มอาการต่าง ๆ เหล่านี้ อาจจะเกิดขึ้นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเกิดหลายอย่างร่วมกัน จะรู้สึก ได้เมื่อทำกิจวัตรประจำวัน เช่น การขับรถ การทำงานบ้าน การนั่งดูทีวีหรือ การอ่านหนังสือ ฯลฯ อาการปวดจะมีมากขึ้นเมื่อมีการใช้งานในลักษณะการเกร็ง อยู่นาน ๆ ได้แก่ การจับมีด กรรไกร งานช่างที่ใช้ค้อนหรือใช้เครื่องมือที่มีแรง สั่นสะเทือนตั้งแต่เครื่องเป่าผม จนถึงเครื่องเจาะกระแทกคอนกรีต และมักจะ เกิดขึ้นบ่อยในตอนกลางคืน ถ้าเส้นประสาทยิ่งถูกกดทับมากขึ้นเท่าไหร่ ก็จะทำ ให้เกิดอาการอ่อนแรงของมือ หยิบจับสิ่งของลำบาก หรือถือของหล่นบ่อย ๆ และ จะรุนแรงถึงขึ้นปวดร้าวไปทั้งแขน ตลอดจนทำให้กล้ามเนื้อบริเวณฝ่ามือลีบเล็ก ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของมือลดลงตามไปด้วย การป้องกัน 1. หลีกเลี่ยงการใช้งานที่เป็นอันตรายต่อข้อมือ หรือลดการใช้งานข้อมือท่าเดิมเป็น เวลานาน ๆ 2. หากต้องทำงานที่มีการกระแทกโดยตรงบริเวณข้อมือ ควรใช้อุปกรณ์ช่วยลด การกระแทกนั้น 3. คนที่มีโรคประจำตัวที่มีผลต่อปลายประสาท ควรติดตามอาการและควบคุม อย่างใกล้ชิด 4. การออกกำลังกายข้อมืออย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อต่าง ๆ มีความแข็งแรง 5. การกินอาหารให้ครบห้าหมู่ หรือกินวิตามิน B เสริม และต้องไม่เครียด จะช่วยป้องกันการหนาของพังผืดได้ 6. หากเริ่มมีอาการมือชา และไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์ วิธีการรักษา 1. การรักษาแบบเบื้องต้นแบ่งได้เป็น 3 ระดับ ได้แก่ (1) หากเกิดอาการชาเพียงอย่างเดียว แพทย์มักจะแนะนำให้ปรับท่าทาง การใช้มือ ลดกิจกรรมที่ทำให้เกิดการออกแรงของมือหรือหลีกเลี่ยงการ ใช้งานมือนั้นสักพักหนึ่งเพื่อให้มืออยู่ในท่าปกติ เป็นการช่วยลดอาการ บวมของอุโมงค์บริเวณข้อมือ และลดความกดดันที่เกิดกับบริเวณเส้น ประสาทลง รวมทั้งให้รับประทานยาแก้อักเสบ (2) มีอาการชามากขึ้นและมีการปวดร่วมด้วย แพทย์จะแนะนำให้รับประทาน ยาควบคู่ไปกับการใส่เฝือกพยุงข้อมือ เพื่อให้ข้อมืออยู่นิ่ง ๆ ตรง ๆ จะมีความดันในโพรงข้อมือต่ำสุด ซึ่งจะทำให้เลือดไหลไปเลี้ยงประสาท ดีขึ้น หากพังผืดยังไม่หนามาก จะได้ผลค่อนข้างดี (3) ถ้าชาและมีอาการปวดมาก แพทย์จะฉีดยาแก้อักเสบ (เป็นยาชาผสมกับ ยาสเตียรอยด์) ที่โพรงข้อมือร่วมกับการรับประทานยา แต่ถ้าหากว่า ไม่ได้ผลก็ต้องเข้ารับการรักษาด้วยการผ่าตัดต่อไป (1) การผ่าตัดแบบเปิด แพทย์จะทำการผ่าตั้งแต่ข้อมือถึงฝ่ามือ ซึ่งแผล จะยาวประมาณ 5 – 6 ซม. เพื่อเอาตัวพังผืดออกมา ทำให้เส้นประสาท ไม่ถูกกดทับ หลังจากการผ่าตัดผู้ป่วยมักจะมีอาการปวดแผล มือบวม ต้องใช้เวลาประมาณ 2 – 3 อาทิตย์ แผลจึงจะหายพอที่จะทำงานเบา ๆ ได้ และจะกลับมาเป็นปกติประมาณ 3 เดือน (2) การผ่าตัดแบบเปิดแผลจำกัด วิธีนี้จะเปิดแผลประมาณ 1.5 ซม. ที่ฝ่ามือ และสามารถตัดพังผืดออกได้เช่นเดียวกับวิธีแรก แต่ต้องใช้อุปกรณ์พิเศษ ในการตัด วิธีนี้จะมีแผลที่เล็กกว่า ผู้ป่วยกลับไปทำงานได้เร็วขึ้น (3) การผ่าตัดผ่านกล้อง เป็นการผ่าตัดภายใต้กล้องส่องซึ่งจะแสดงภาพ อวัยวะภายในบริเวณข้อมือทางจอภาพ นับเป็นความก้าวหน้าใหม่ในการ รักษา แพทย์จะดูทางจอภาพและตัดพังผืดโดยใช้ใบมีดที่อยู่ปลายเครื่องมือ ซึ่งวิธีนี้ไม่ต้องผ่าตัดผ่านผิวหนังและกล้ามเนื้อของข้อมือเลย ผู้ป่วยจึง สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้หลังจากผ่าตัดประมาณ 3 วัน และสามารถ ไปทำงานได้ภายใน 7 วัน เนื่องจากแผลมีขนาดเล็กมากและหายเร็วกว่า การผ่าตัดแบบเปิด เมื่อแผลหายสนิทดีแล้วรอยแผลจะหายไปในรอยพับ ของข้อมือ

1. ทานวิตามินซี จาก UCLA แนะว่า คนรับประทาน Vit c 300 mg. อายุจะเพิ่มได้ 5 ปี มากกว่าคนที่รับวิตามินน้อยกว่าจำนวน 5 Mg. ซึ่งเราสามารถรับวิตามินได้จากผัก และผลไม้
2. โคเลสเตอรอลสูง ให้ระวังไขมันโคเลสเตอรอลให้ต่ำกว่า 200 จะเพิ่มอายุได้ 4 ปี โดยเฉพาะผู้ที่สามารถลดจากโคเลสเตอรอล 300 ลงเหลือ 200
3. ฝึกหายใจทางปาก ขณะมีกิจกรรม การหายใจทางจมูกไม่ได้มีบางอย่างอุดกั้นจมูกอยู่ ก็ต้องใช้ปากหายใจแทน จึงจำต้องฝึกฝนให้ชำนาญ ให้หายใจทางปากได้อย่างคล่องแคล่ว กิจกรรมการออกกำลังกายขณะมีเพศสัมพันธ์จึงจะต่อเนื่องได้ ทำให้สมอง และหัวใจไม่ขาดออกซิเจน จะต่ออายุได้อีก 2 ปี มากขึ้นกว่าผู้ที่กลั้นลมหายใจจนขาดออกซิเจน
4. ตรวจลำไส้ใหญ่ ตรวจลำไส้ใหญ่เพิ่มอายุได้ 2-3 ปี อายุ 50 ปีขึ้นไป การตรวจทวารหนักด้วยนิ้วมือ และใช้กล้องส่องดูลำไส้ใหญ่ ช่วยให้พบโรคมะเร็งเริ่มต้นได้หลายอย่าง จะได้รักษาทันการ และต่ออายุได้ โดยเฉพาะมะเร็งของต่อมลูกหมากในชาย พบเร็วก็รักษาได้ดีมากกว่า พบตอนโรคมะเร็งลามไปทั่วตัว
5. ใช้โทรศัพท์มือถือให้น้อยลง ต่ออายุได้ 45 วินาทีต่อการโทร 1 ครั้ง ทุกวันมีผู้เสียชีวิต 99 คนจากอุบัติเหตุรถชนกัน จากการพูดโทรศัพท์มือถือในขณะขับรถ ผลวิจัยจากมหาวิทยาลัย โทรอนโต พบว่ามีการสูญเสียความปลอดภัยของชีวิต 45 วินาทีต่อการพูดมือถือ 1 นาทีในขณะขับรถ คือเพิ่มความเสี่ยงโดยใช่เหตุ
6. แผลในกระเพาะ การพบแผลแล้วรีบรักษาในระยะต้นๆ จะเพิ่มอายุได้ยืนขึ้น 25 ปี ถ้ามีอาการปวดของกระเพาะแล้วหมั่นให้แพทย์ตรวจจะปลอดภัยจากอันตรายของเชื้อโรค H.pylori bacteria ได้ โรคก็จะได้รับการรักษา สุขภาพก็จะแข็งแรงขึ้น
7. การเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก ช่วยต่ออายุได้ 1,000 วัน เหตุนี้ผู้หญิงถึงอายุยืนกว่าผู้ชาย เพราะมีการเคลื่อนไหวมากกว่าผู้ชาย
8. ควบคุมความดันโลหิตตัวล่างให้ต่ำกว่า 90 เพิ่มอายุได้ 5 ปี ปรกติความดันโลหิตตอนหัวใจบีบ จะอยู่ระหว่าง 100 +อายุ ส่วนความดันโลหิตตอนหัวใจคลายตัว ควรต่ำกว่า 90 มุมปรอท ถ้าละเลยไม่ควบคุมปล่อยให้สูงก็จะลดอายุให้สั้นลง
9. การเลี้ยงสัตว์ จะเพิ่มอายุได้ 5 ปี โดยมีข้อแม้ว่า จะต้องวิ่งเล่นหรือเดินเล่นกับสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัข 30 นาที ทุกวัน 5 ครั้งต่อสัปดาห์ ร่างกายจะแข็งแรงขึ้น เป็นการออกกำลังกายทางอ้อม
10. ทานเนื้อสัตว์ให้น้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะเพิ่มได้ 9 ปี โดยให้ทานถั่ว ผักผลไม้แทน
11. มีเพศสัมพันธ์บ่อยครั้งที่สุด ผลสืบเนื่องจากการถึงจุดสุดยอด และความชื่นใจจากการหลั่งของสารเคมีเอนโดฟิน ช่วยให้กระชุ่มกระช่วยคลายเครียดทุกระดับ หัวใจและปอด กล้ามเนื้อทุกส่วนได้รับน้ำเลือดออกซิเจน เป็นสิ่งที่ดี ถือว่าการมีเพศสัมพันธ์เป็นการออกกำลังกาย จากการรวบรวมข้อมูลชาย 918 คน พบว่าสามารถลดอัตราเสี่ยงต่อความตายจากโรคหัวใจได้ลง 50 เปอร์เซ็นต์ การมีเพศสัมพันธ์ที่ดีสมดุลทั้งคู่ ก็เป็นการต่ออายุให้สองฝ่าย แต่ถ้าอีกฝ่ายไม่มีความสุขด้วยคุณสนุกฝ่ายเดียว ก็ต้องปรึกษาเพื่อปรับปรุง ไม่เป็นการเสียหน้าหรอก...ห้ามอาย หลายคนอายหมอจนเสียเมีย หรือเมียรำคาญ
12. หยุดบุหรี่ จะต่ออายุได้ 5 ปี การมีของร้อนควันนิโคติน น้ำมันของตัวยาสูบบั่นทอนชีวิตโดยใช่เหตุ หาเรื่องใส่ตัว
13. ย้ายไปอยู่ต่างจังหวัด จะมีอายุยืนกว่าคนในเมืองหลวง จะเพิ่มอายุได้ 1-8 เดือน จากอากาศสะอาดบริสุทธิ์ โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย เพนสเตท แต่ถ้าเป็นกรุงเทพฯ เทียบกับต่างจังหวัดเชื่อว่าอายุคงยืนกว่ากันเป็น 5-6 ปี จึงควรไปพักผ่อนสุดสัปดาห์ แต่ต้องระวังอุบัติเหตุ จะทำให้อายุสั้นลงได้
14. ทานฟาสต์ฟู้ดให้น้อยลง อาหารควรมีเส้นใยมากขึ้น โปรตีน 10-15% คาร์โบไฮเดรต 60% ไขมันน้อยกว่า 30%อัตราอายุจะยืนกว่าคนทานอาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารชีวจิตน่าสนใจ ไม่เสียหายที่จะลอง
15. มองตัวเองในแง่ดี ต่ออายุได้ 2 ปี บางคนชอบดูถูกตัวเอง มองในแง่ลบ บุคคลที่มองตัวเองในแง่ดีมีกำลังใจจะช่วยเพิ่มอายุให้ยืนขึ้น 2 ปี
16. ลดน้ำหนัก จะช่วยต่ออายุได้ 1.7 ปี จากการวิจัยของ New England journal ชายอายุ 35ปี ที่มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 30% จะมีอายุสั้นลง 8 เดือน น้ำหนักที่เพิ่มทำอันตรายต่อหัวใจ เสี่ยงต่อมะเร็งและเบาหวานและสมรรถภาพทางเพศอย่างแน่นอน
17. การใช้รถยนต์คันใหญ่ วิจัยจากมหาวิทยาลัยฟิสเบอร์ คนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถเล็กจะมากกว่ารถใหญ่ โดยเฉพาะรถสปอร์ต และการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกของหนุ่มสาวจะมีโอกาสมากขึ้นในรถใหญ่มากกว่ารถเล็ก ผู้หญิงจะใจอ่อนในรถใหญ่มากกว่ารถเล็ก โดยเฉพาะผู้หญิงที่รูปร่างใหญ่ๆ
อายุยืนขึ้นอย่างมีคุณภาพย่อมทำให้จิตใจเบิกบาน มีความสุขทางกายและเพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้ดีขึ้นอีก 2 เท่าตัว
หากอายุยืนแบบสุขภาพไม่แข็งแรง ย่อมเป็นต้นเหตุให้สมรรถภาพทางเพศก็จะลดลงอย่างแน่นอน หากปฏิบัติตามข้อแนะนำได้ก็จะอยู่อย่างมีไฟแรงสูง กระฉับกระเฉง และมีความสบายทั้งใจและกลายเป็นผู้นำครอบครัวที่สมบูรณ์