Toey^^

วันเสาร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2553

กินยาแก้ไอให้ถูกวิธี

ยาแก้ไอ


กินยาแก้ไอให้ถูกวิธี (คู่หูเดินทาง)

ยาแก้ไอน้ำดำ เป็นยาแก้ไอที่ผู้คนนิยม เพราะมีราคาถูก รับประทานง่าย ใช้รักษาอาการไอแห้ง ๆ ไม่มีเสมหะ

การรับประทานยานี้ที่ถูกต้อง ควรรับประทานตามเวลาที่กำหนด คือวันละ 3 – 4 ครั้ง แต่ส่วนใหญ่นิยมจิบบ่อย ๆ เวลาไอ ซึ่งอันที่จริงอาจเป็นอันตรายได้ เนื่องจากได้รับทิงเจอร์ ฝิ่น มากเกินไป อาจทำให้ง่วง มึน งง คลื่นไส้ ท้องผูก

ยานี้มี ข้อห้ามใช้ในเด็กเล็ก หญิงมีครรภ์ และในคนที่ไอมีเสมหะเหนียว หรือไอจากความผิดปกติอื่น ๆ เช่น หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ จะทำให้เสมหะเหนียวอุดตันทางเดินหายใจเป็นอันตรายได้

อย่างไรก็ตาม วิธีการรักษาอาการไอแบบง่ายๆ และปลอดภัย นั่นคือ การดื่มน้ำอุ่นบ่อย ๆ ในระหว่างวัน และการใช้ยาอม เช่น ยาอมมะแว้ง สามารถช่วยลดอาการไอได้

ที่สำคัญต้องใช้ยาให้ถูกโรค ถูกเวลา และถูกขนาด แต่ถ้าหากใช้ยาถูกต้องตามนี้แล้ว อาการยังไม่ดีขึ้นก็ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ที่มา http://health.kapook.com/view16349.html

สร้างนิสัยในการขับถ่ายให้กับเจ้าเหมียว




สร้างนิสัย...ในการขับถ่าย (โลกสัตว์เลี้ยง)

....แมวเอ๋ยแมวเหมียว รูปร่างปราดเปรียว เป็นนักหนา
ร้องเรียกเหมียว...เหมียว ประเดี๋ยวก็มา เคล้าแข้งเคล้าขาน่าเอ็นดู...

ขึ้นต้นด้วยกลอนแบบนี้ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ หรอกนะเพียงแต่เมื่อนึกถึงแมวขึ้นมากลอนบทนี้ก็วิ่งเข้ามาในหัวเลยอดไม่ได้ ที่นำมาให้คนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังได้อ่านเพื่อประดับความรู้กันไว้ เพราะเป็นบทกลอนที่อ่านแล้วสามารถที่จินตนาการถึงแมวได้อย่างเห็นภาพ เข้าเรื่องของแมวกันดีกว่าหลายท่านที่เลี้ยงแมวต่างก็ประสบปัญหาเหมือนๆกัน ปัญหาที่สร้างความหนักอกหนักใจให้แก่ผู้เลี้ยงทั้งหลายก็คือเรื่องการขับ ถ่ายของเจ้าแมวเหมียวทั้งหลาย

หากเจ้าเหมียวถ่ายเป็นที่เป็นทางก็ไม่ใช่ปัญหา เนื่องจากการขับถ่ายของเจ้าเหมียวนั้นนำพามาซึ่งกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ด้วย แล้ว ถ้าคนที่ไม่รักกันจริงก็อาจจะโดนประทุษร้ายได้เป็นแน่แท้ แต่จะทำอย่างไรล่ะที่จะให้เจ้าแมวเหมียวของเราสามารถที่จะขับถ่ายได้เป็นที่เป็นทาง

สุขาของเหมียวเป็นที่ทราบกันว่าสุขาของเจ้าเหมียวก็คือกระบะทรายนั่น เอง กระบะทรายของเจ้าเหมียวมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับแมวที่เลี้ยงในบ้านเพราะ จะใช้เป็นที่ขับถ่ายสำหรับเจ้าเหมียว ซึ่งทรายที่ใช้จะมีอยู่หลายชนิด หลายท่านอาจจะไม่ทราบว่าการที่ท่านปล่อยให้ทรายมีกลิ่นเหม็นนั้นเป็นหนึ่ง สาเหตุของโรคทางเดินหายใจแมวซึ่งจะเป็นปัญหาที่รบกวนสุขภาพของเจ้าเหมียวทำ ให้เค้ามีสุขภาพที่ไม่แข็งแรงอย่างที่ควร ซึ่งวันนี้เราจะมาพูดถึงทรายอนามัยกัน

ก่อนอื่นเรามาความรู้จักกันก่อนว่าทรายอนามัยมีลักษณะอย่างไร ทรายอนามัยโดยรวมแล้วจะมีคุณสมบัติโดยรวมคือ ช่วยลดปัญหากลิ่นอันไม่พึงประสงค์ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ และมีคุณสมบัติในการดูดซับที่ดี

ทรายอนามัยมี 2 แบบ คือ ทรายแบบที่จับตัวเป็นก้อน กับแบบที่ดูดซับแต่ไม่จับเป็นก้อน

ทรายแบบไม่จับตัว ทรายชนิดนี้จะเป็นทรายที่มีคุณสมบัติในการดูดซับที่ดี เวลาโดนน้ำจะไม่ละลายแต่จะดูดซับเอาไว้ ทรายชนิดนี้ควรใช้ครั้งเดียวแล้วทิ้งเลยอย่าเสียดาย เพราะ ถึงแม้ว่าทรายจะแห้งแล้วแต่กลิ่นจะยังคงอยู่ การเอาทรายไปตากแดดจะช่วยให้กลิ่นที่มีอยู่ระเหยออกไปได้บ้างแต่ไม่หมดซะที เดียว อาจจะ เป็นการยืดอายุการใช้งานได้ หรือบางคนอาจจะล้างทรายแต่เมื่อทรายดูดซับกลิ่นไว้ในเนื้อทรายแล้ว จะแน่ใจได้อย่างไรว่าเราจะล้างได้สะอาด เมื่อทรายหมดอายุการใช้งานแล้วก็ควรที่จะเปลี่ยนดีกว่าเพราะเรื่องกลิ่นจะ ได้ไม่ตามมารบกวนให้เป็นที่หนักใจ

ทรายอนามัยชนิดจับตัวเป็นก้อน ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าจับตัวเป็นก้อน หมายถึงเมื่อโดนน้ำ(ปัสสาวะ) ทรายก็จะละลายมารวมกัน แล้วเราก็สามารถตักเอาเฉพาะส่วนที่จับเป็นก้อนทิ้ง ทำให้ปัญหาเรื่องกลิ่นอันไม่พึงประสงค์หายไปเลย เพราะกลิ่นออกไปพร้อมกับทรายก้อนที่คุณตักทิ้งไป แล้วเราก็เติมทรายเพิ่มเข้าไปเมื่อทรายในถาดลดลง ทรายประเภทนี้ไม่ค่อยเหมาะกับแมวที่ชอบเล่นน้ำ หรือลูกแมวที่ซนมาก ๆ เพราะเมื่อแมวเปียกแล้วไปย่ำทราย ก็จะทำให้ทรายละลายมาติดขาติดขนนุงนังไปหมด ปัญหาที่ตามมาอีกก็คือบ้านสกปรกเพราะทรายจากฝ่าเท้าของเจ้าเหมียวนั่นเอง

ถึงแม้ว่าทรายทั้งสองแบบนี้มีคุณสมบัติที่ต่างกัน หลายคนคิดว่าถ้านำมารวมกันคุณสมบัติที่แตกต่างกันจะเกิดประโยชน์อย่างเต็ม ที่ แต่เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะเมื่อนำมาผสมกันจะทำให้เป็นทรายที่ด้อยคุณภาพไปเลย เพราะทรายแต่ละชนิดจะทำปฏิกิริยาได้ไม่เต็มที่

เมื่อได้ทราบถึงคุณสมบัติของทรายอนามัย แล้วเราจะทำอย่างไรให้เจ้าเหมียวฝึกใช้กระบะทรายอย่างเป็นนิสัย ถ้าแมวเคยถ่ายนอกบ้านแล้วเราอยากให้เค้าขับถ่ายเป็นที่ ให้ตักเอาดินส่วนที่เค้าถ่ายไว้เล็กน้อย โรยลงบนกระบะทรายที่เตรียมไว้ หรือถ้าแมวขับถ่ายในบ้านอยู่แล้วแต่ขับถ่ายไม่เป็นที่ ให้ตามไล่ทำความสะอาดที่ต่าง ๆ ที่เค้าไปทิ้งกลิ่นไว้ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค หรือน้ำยาดับกลิ่น อย่าให้เหลือรอดแม้แต่นิดเดียว ตามด้วยฉีดน้ำหอมหรืออะไรก็ได้ที่กลิ่นแรง ๆ แมวจะไม่ชอบ แต่อย่าลืมเก็บกลิ่นของเค้าไว้ก่อนซักหน่อยโดยการใช้ทิชชู่ซับหรือเก็บสิ่ง ที่เค้าขับถ่ายออกมา ใส่ลงในกระบะทรายเล็กน้อย เมื่อเค้าได้กลิ่นก็จะมาเอง ถ้าไม่แน่ใจก็ขังกรงไว้ก่อน

กรงที่ใช้ก็ควรจะเป็นกรงที่ใหญ่พอที่จะใส่กระบะทรายได้ เมื่อแมวใช้กระบะทรายเป็นกิจวัตรแล้ว เป็นอันว่าวางใจได้ อาจจะไม่เป็นการยากเกินไปนักที่จะทำการฝึกฝนเจ้าแมวเหมียวให้ถ่ายเป็นที่ เป็นทาง สิ่งที่ควรจะต้องคำนึงและเจ้าของควรให้ความร่วมมือกับเจ้าเหมียวด้วยก็คือ ต้องคอยหมั่นดูแดความสะอาดของกระบะทรายด้วยเพราะหากว่ากระบะทรายของเค้ามี กลิ่นเหม็นเค้าอาจจะไม่ขับถ่ายก็เป็นได้ ลองเปรียบเทียบกับคนเราถ้าเราเข้าห้องน้ำแล้วห้องน้ำสกปรกเราอยากที่จะเข้า ไหม เพราะแมวก็มีชีวิตจิตใจเหมือนกัน

เกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ : ไม่ ควรใช้น้ำยาล้างทำความสะอาดกระบะที่มีกลิ่นแรง ๆ เพราะถ้าล้างไม่หมด แมวได้กลิ่นก็จะไม่ชอบใจอีกเช่นกัน ใช้เพียงน้ำเปล่าล้างให้สะอาดก็เพียงพอ

ที่มา http://pet.kapook.com/view16440.html

เรื่องน่ารู้ของ ต่อมพาราไทรอยด์

สุขภาพ



เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก pibul.ac.th


ทราบ กันดีอยู่แล้วว่า ระบบภายในร่างกายของเรามีมากมาย ซึ่งล้วนทำงานเกี่ยวข้องกันทั้งนั้น รวมทั้งระบบ "ต่อมไร้ท่อ" ที่มีความสำคัญในการผลิตฮอร์โมนต่าง ๆ เพื่อควบคุมการทำงานของอวัยวะภายใน

อย่างเช่นเรื่องราวของ "ต่อมพาราไทรอยด์" ที่เราจะนำเสนอในวันนี้ หลายคนเคยได้ยินแต่ชื่อ แต่ไม่รู้จักหน้าที่และความสำคัญของ "ต่อมพาราไทรอยด์" วันนี้เรามีเรื่องนี้มาบอกกัน

รู้จัก ต่อมพาราไทรอยด์

ต่อม พาราไทรอยด์ หรือ Parathyroid Glands เป็นต่อมไร้ท่อประเภทที่จำเป็นต่อชีวิต (Essentail endocrine gland) ขนาดเล็กเท่าเมล็ดถั่วเขียว ฝังอยู่ด้านหลังของต่อมไทรอยด์ด้านละ 2 ต่อม รวมเป็น 4 ต่อม ทำหน้าที่ผลิต และหลั่งฮอร์โมน "พาราทอร์โมน" (Parathormone) ซึ่งเป็นสารพอลิเพปไทด์ ประกอบด้วยกรดอะมิโน 84 โมเลกุล ทำหน้าที่ร่วมกับแคลซิโทนิน และวิตามินดี


ต่อมพาราไทรอยด์

ต่อมพาราไทรอยด์


หน้าที่ของต่อมพาราไทรอยด์

แน่ นอนว่า ต่อมพาราไทรอยด์ มีหน้าที่ผลิตพาราทอร์โมน (PTH) หรือ พาราไทรอยด์ฮอร์โมน ซึ่งช่วยรักษาสมดุลของแคลเซียม และฟอสฟอรัส ในเลือด และเนื้อเยื่อให้ปกติ โดยทำงานร่วมกับวิตามินซี วิตามินดี และแคลซิโทนินซึ่งผลิตจากต่อมไทรอยด์ โดยหน้าที่สำคัญประกอบไปด้วย

กระตุ้นการสร้างเซลล์ osteoclasts ที่ทำหน้าที่สลายกระดูก โดยวิตามินดีจะรวมกับพาราทอร์โมน ช่วยสลายแคลเซียมออกจากกระดูก เพื่อรักษาระดับปกติของแคลเซียมในเลือด

เพิ่มการดูดแคลเซียมกลับจากท่อหน่วยไตเข้าสู่เลือด ทำให้การขับถ่ายแคลเซียมไปกับปัสสาวะลดลง และมีระดับแคลเซียมในเลือดเพิ่มขึ้น

กระตุ้นให้มีการสังเคราะห์วิตามินดีเพิ่มขึ้น เพื่อทำให้มีการดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้เล็กเพิ่มขึ้น

กระตุ้นการขับฟอสเฟตออกไปกับปัสสาวะ


ต่อมพาราไทรอยด์

การทำงานของ ต่อมพาราไทรอยด์



การรักษาสมดุลของแคลเซียมในเลือด

การทำงานของต่อมไทรอยด์ และพาราไทรอยด์จะทำงานร่วมกัน เพื่อควบคุมสมดุลของปริมาณแคลเซียมในเลือด โดย

ถ้าแคลเซียมในเลือดสูง จะกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์หลั่งฮอร์โมนแคลซิโทนิน เพื่อลดระดับแคลเซียม

ถ้าแคลเซียมในเลือดต่ำ จะกระตุ้นให้ต่อมพาราไทรอยด์หลั่งพาราทอร์โมน เพื่อเพิ่มระดับแคลเซียม

โรคที่เกิดจากต่อมพาราไทรอยด์ผิดปกติ

ความผิดปกติของต่อมพาราไทรอยด์ มีทั้งที่ทำงานมากและทำงานน้อยผิดปกติ ซึ่งที่พบบ่อยคือพาราไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ รวมทั้งอาการต่อมพาราไทรอยด์โตด้วย

1.ไฮเปอร์พาราไทรอยด์ (Hyperparathyroidism)

เป็นภาวะที่ต่อมพาราไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนสูงผิดปกติ โดยไปกระตุ้นให้มีการละลายแคลเซียมและฟอสเฟตออกจากกระดูกและฟัน แล้วเข้าสู่กระแสเลือดมากกว่าปกติ ทำให้แคลเซียมสูง (Hypercalcimia) แต่ฟอสเฟตต่ำ (Hypophosphatemia) ดังนั้นจึงมีแคลเซียมปนออกมาในปัสสาวะ การที่แคลเซียมที่ถูกดึงออกมาจากกระดูกและฟัน จะทำให้กระดูกเปราะบาง ฟันผุุ ฟันหักได้ง่าย อาจทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เปลี้ย ประสาทตอบสนองได้น้อย และอาจเกิดการสะสมแคลเซียมที่ไตมากเกินไป จนทำให้เป็นนิ่วในไตได้

นอกจากนี้ภาวะที่ต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ อาจเกิดได้จากเนื้องอกที่ต่อมพาราไทรอยด์ และต่อมพาราไทรอยด์โตขึ้นเอง อย่างไรก็ตาม เนื้องอกนี้มักเกิดโดยไม่ทราบสาเหตุ มีเพียงส่วนน้อยที่เกิดจากกรรมพันธุ์ ซึ่งกรณีนี้มักมีโรคอื่นร่วมด้วย เช่น เนื้องอกที่ต่อมใต้สมอง เนื้องอกที่ตับอ่อน หรือแม้แต่มะเร็งไทรอยด์ แต่เนื้องอกนี้มักไม่ใช่เนื้อร้าย และมีคนน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์ที่จะเป็นมะเร็งต่อมพาราไทรอยด์

2.ไฮโปพาราไทรอยด์ (Hypoparathyroidism)

เป็นภาวะที่มีการหลั่งพาราทอร์โมนออกมาน้อยกว่าปกติ มักเกิดจากการตัดต่อมไทรอยด์ และตัดต่อมพาราไทรอยด์ออกด้วย ส่งผลให้การดูดแคลเซียมกลับที่ท่อหน่วยไตลดน้อยลง แคลเซียมสูญเสียออกไปกับน้ำปัสสาวะ ทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดลดลง ฟอสเฟตสูงขึ้น ดังนั้นเมื่อมีบาดแผลจะทำให้เลือดไหลไม่หยุด ระบบประสาทและกล้ามเนื้อไวต่อสิ่งเร้า มีอาการชาตามมือตามเท้า เป็นตะคริว ชักกระตุก กล้ามเนื้อเกร็งที่เรียกว่า Tetany หรืออาจถึงขั้นปอดทำงานไม่ได้ จนเสียชีวิตได้

เราสามารถทดสอบได้ว่า เราขาดแคลเซียมหรือไม่ โดยใช้เครื่องวัดความดันรัดแขน จนเกิดความดัน เพื่อบีบเส้นเลือดให้ตีบ เมื่อกล้ามเนื้อขาดแคลเซียมไปเสี้ยงจะเกิดอาการเกร็ง มือกระตุกงอ (carpal spasm) ภายใน 3 นาที เรียกอาการนี้ว่า อาการของทรูโซ (Trousseau's sign)

ทั้ง นี้ สามารถแก้ความผิดปกตินี้ได้ด้วยการลดอาหารที่มีฟอสเฟตสูง ๆ และเสริมแคลเซียม หรือวิตามินดีเข้าสู่ร่างกาย หรือฉีด "พาราทอร์โมน" และให้วิตามินดีควบคู่กันไปด้วย เพราะวิตามินดี จะช่วยเรื่องการดูดซึมแคลเซียมที่ลำไส้เล็กให้ดีขึ้น ทำให้พาราทอร์โมนทำงานได้ดีขึ้น


3.ต่อมพาราไทรอยด์โต

เกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยกลุ่มเสี่ยงคือ ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ไม่ได้รับการฟอกไตอย่างเพียงพอ ทำให้ร่างกายขาดวิตามินดี และมีสารฟอสฟอรัสคั่งอยู่มาก ต่อมพาราไทรอยด์จึงต้องทำงานหนักและโตขึ้นในที่สุด โดยมีโอกาสเป็นเนื้องอกในต่อมเดี่ยว 85 เปอร์เซ็นต์ และมีโอกาสเป็นทั้ง 4 ต่อม 15 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม ความผิดปกติของต่อมพาราไทรอยด์นี้ จะไม่ได้แสดงอาการออกมาให้เห็นในช่วงแรก แต่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจสุขภาพ คือตรวจพบว่ามีระดับแคลเซียมในเลือดสูงผิดปกติ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ระดับแคลเซียมที่สูงผิดปกติ อาจไม่ได้หมายถึงโรคจากต่อมพาราไทรอยด์ก็เป็นได้ เพราะยังมีอีกหลายโรค เช่น โรคกระดูกพรุน ภาวะหมดประจำเดือน ซึ่งส่งผลต่อระดับแคลเซียมให้กระแสเลือดได้เช่นกัน

ดังนั้นเราต้องหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อเฝ้าระวังความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับต่อมพาราไทรอยด์ได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ที่ควรเฝ้าระวังโรคต่อมพาราไทรอยด์มากเป็นพิเศษ เพราะต่อมพาราไทรอยด์ เป็นต่อมไร้ท่อที่สำคัญต่อร่างกาย หากเกิดความผิดปกติกับต่อมพาราไทรอยด์แล้ว มีโอกาสที่จะเสียชีวิตได้มากทีเดียว

ที่มา http://health.kapook.com/view16436.html

วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

วัยรุ่นไทย แชมป์ฮัลโหลเอเชีย-โซเชียลเน็ตเวิร์ก




เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม

ผลสำรวจพบวัยรุ่นไทย มีมือถือและใช้พูดคุยเฉลี่ยต่อวันมากเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย และยังใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กมากที่สุดด้วย

บริษัท ซินโนเวท ประเทศไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยระดับโลก เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของวัยรุ่น อายุ 8-24 ปี ในภูมิภาคเอเชีย จำนวน 12,302 คน จาก 11 ประเทศ ประกอบด้วย จีน ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย เกาหลี มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไต้หวัน และไทย พบ ว่า วัยรุ่นไทยมีโทรศัพท์มือถือเป็นของตัวเองและพูดคุยผ่านโทรศัพท์มือถือ มากเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย โดยมีอัตราการพูดคุยโทรศัพท์มือถือเฉลี่ยอยู่ที่ 1.7 ชั่วโมงต่อวัน

ผลการสำรวจ ระบุด้วยว่า วัยรุ่นไทยใช้บริการต่าง ๆ จากโทรศัพท์มือถือมากเป็นอันดับต้น ๆ ของภูมิภาคเอเชีย โดยใช้ไปกับการฟังเพลง 67% ฟังวิทยุ 47% ใช้ถ่ายรูป 65% และ 1 ใน 3 ใช้ไปกับการบันทึกวิดีโอ 32%

นอกจากนี้ ยังพบว่าวัยรุ่นไทยใช้โทรศัพท์มือถือสื่อสารหลักกับ ครอบครัว เพื่อนสนิท และใช้โซเชียลเน็ตเวิร์กติดต่อกับผู้คนในวงกว้างมากที่สุด จนเป็นที่ 1 ในระดับภูมิภาค เห็นได้จากการที่วัยรุ่นไทยมีเพื่อนในโซเชียลเน็ตเวิร์กเฉลี่ย 211 คน สูงกว่าวัยรุ่นในภูมิภาคเอเชีย ที่มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 140 คนเท่านั้น

ที่มา http://hilight.kapook.com/view/51742

แนะผู้สูงอายุ ขับรถอย่างปลอดภัย




แนะผู้สูงอายุขับรถอย่างปลอดภัย (กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย)

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เตือนผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัวให้หลีกเลี่ยง การขับรถตามลำพัง เพราะมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง และหากประสบอุบัติเหตุจะมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 9 เท่า พร้อมแนะให้ ตรวจสอบสภาพร่างกายให้พร้อมก่อนเดินทาง ถ้ามีปัญหาทางสายตาให้เลี่ยงการขับรถในช่วงโพล้เพล้ เวลากลางคืน และช่วงที่ทัศนวิสัยไม่ดี

ส่วนผู้สูงอายุที่มีปัญหากำลังกล้ามเนื้ออ่อนแรง ไม่ควรขับรถในระยะทางไกลเป็นเวลานาน เพราะจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการขับรถและความรวดเร็วในการแก้ไขสถานการณ์ฉุก เฉิน

นายอนุชา โมกขะเวส อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เปิดเผยว่า แม้ผู้สูงอายุจะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางถนนน้อย กว่าคนหนุ่มสาว เนื่องจากขับรถช้ากว่าและมีประสบการณ์ในการขับรถมายาวนาน แต่ด้วยสภาพร่างกายของผู้สูงอายุที่ไม่แข็งแรง และมีโรคประจำตัว ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง โดยเฉพาะหากประสบอุบัติเหตุจะมีโอกาสเสียชีวิตสูงถึง 9 เท่า

ดัง นั้น เพื่อความปลอดภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขอเตือนให้ผู้สูงอายุเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมก่อนขับรถ โดยปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินการมองเห็น กำลังกล้ามเนื้อแขน ขา การตอบสนองของระบบประสาท รวมถึงกระดูกข้อต่อต่าง ๆ หาก มีโรคประจำตัวให้หลีกเลี่ยงการขับรถตามลำพัง หากจำเป็นให้นำยารักษาโรค บัตรบันทึกประวัติของโรค และบัตรประจำตัวผู้ป่วยติดตัวมาด้วยเสมอ เพราะอาจเกิดอันตรายในขณะขับขี่ได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว 8 โรคเสี่ยง ดังนี้

โรคเกี่ยวกับสายตา เช่น จอประสาทตาเสื่อม ให้หลีกเลี่ยงการขับรถในช่วงโพล้เพล้หรือตอนกลางคืน ส่วนผู้ที่เป็นต้อหิน จะมีลานสายตาแคบ มองเห็นเส้นทางด้านข้างไม่ชัดเจน และเห็นแสงไฟพร่ามัว ไม่ควรขับรถในช่วงที่ทัศนวิสัยไม่ดี เพราะจะทำให้ทัศนวิสัยในการมองเห็นเส้นทางลดลง จึงมีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุสูง

โรคข้อเสื่อม ไม่ควรขับรถระยะทางไกลเป็นเวลานาน หรือในช่วงที่การจราจรติดขัด เพราะจะอ่อนเพลียง่าย ไม่มีแรงเหยียบเบรค หรือคันเร่ง รวมถึงขาดกำลังแขนในการบังคับพวงมาลัย และเปลี่ยนเกียร์ จึงส่งผลต่อประสิทธิภาพในการขับรถและความรวดเร็วในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

โรคสมองเสื่อม อาจมีอาการหลงลืมเส้นทาง ทำให้หลงทาง รวมถึงส่งผลต่อการตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทาง

โรคอัมพฤกษ์ ทำให้แขนขาไม่มีแรงเหยียบคันเร่ง เหยียบเบรค และเปลี่ยนเกียร์

โรคพาร์กินสัน มีอาการมือเท้าสั่น และเกร็ง จึงขับรถได้ไม่ดีนัก

โรคลมชัก อาจะมีอาการกระตุก โดยไม่รู้ตัว ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุในขณะขับขี่สูง

โรคหัวใจ หากต้องขับรถในช่วงการจราจรติดขัด จะทำให้เกิดอาการเครียดจนโรคกำเริบมากขึ้น

โรคเบาหวาน ถ้าน้ำตาลในเลือดต่ำ จะหน้ามืด สายตาพร่ามัว และหมดสติ ทำให้เกิดอันตรายได้

ที่สำคัญ ผู้สูงอายุควรคาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง เพราะแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย อาจทำให้กระดูกแตกหักได้ นอกจากนี้ ผู้สูงอายุควรหาเพื่อนร่วมทางในขณะขับรถ จะได้ช่วยกันดูเส้นทาง สัญญาณไฟจราจรและสภาพแวดล้อมโดยรอบ

ที่มา http://hilight.kapook.com/view/51749

6 ขั้นตอนเพื่อประสาทสัมผัสที่เฉียบขึ้น

ผู้ชาย


6 ขั้นตอนเพื่อประสาทสัมผัสที่เฉียบขึ้น (Men’s Health)
แปลและเรียบเรียงโดย ธัญมาศ

มาดูวิธีฝึกประสาทสัมผัสของหนุ่ม ๆ ให้ดีขึ้นกันดีกว่า

1.สดับเสียงแห่งความเงียบ

ไม่ว่าคุณกำลังเดินทางไปทำงานโดยรถไฟฟ้า อยู่บนเครื่องบิน หรือวิ่งจ็อกกิ้งอยู่ในสวน เสียงเพลงจากเครื่องไอพอดแอปเปิ้ลสีขาวคู่ใจ คงทำหน้าที่เป็นเพื่อนเดินทางได้เป็นอย่างดี และแน่นอนว่าคุณจำเป็นต้องเปิดเสียงให้ดัง (กว่าปกติ) เพื่อแข่งกับเสียงรบกวนรอบข้าง เมื่อเป็นเช่นนี้บ่อยๆ เสียงที่ดังอย่างคงที่เป็นระยะเวลานาน ๆ อาจทำให้คุณถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้มีปัญหาเสียงดัง ในหู (เสียงวิ้ง ๆ หึ่ง ๆ ในหูข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้าง หรือในศีรษะ) ซึ่งขณะนี้มีอยู่แล้ว 4.7 ล้านคนตามที่สถาบันเพื่อคนหูหนวกแห่งชาติได้ประมาณเอาไว้

ลองเปลี่ยนมาใช้หูฟังที่ตัดเสียงรบกวน ซึ่งจะช่วยถนอมหูคุณโดยการตัดเสียงจากภายนอก เพื่อที่คุณจะได้สนุกกับเสียงเพลง ในระดับเสียงที่ไม่กระหน่ำเยื่อแก้วหู

ผลลัพธ์ที่ได้ ลงทุนอีกสักนิดเพื่อทะนุถนอมเยื่อแก้วหูของคุณไปจนตราบนานเท่านาน

2.สายตาพิฆาต

โดยทั่วไปแล้วการไล่ล่าฆ่าผีดิบ และต่อสู้กับนักคาราเต้นั้นย่อมไม่ส่งผลดีกับสุขภาพคุณแน่ ๆ แต่ตามรายงานการวิจัยจากมหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์พบว่า การรบรากับพวกนี้ในโลกเสมือนของวิดีโอเกม สามารถช่วยให้สายตาคุณดีขึ้นได้ จังหวะที่บ้าคลั่ง และภาพกราฟิกคมชัดราวกระบี่ของเกม ช่วยเพิ่มความละเอียดของภาพในสายตาคุณ ช่วยเพิ่มพลังสายตาได้มากถึง 20 เปอร์เซ็นต์

แต่ถ้าวันไหนคุณอินกับเกมมากเกินไป จนหยิบเอาที่เย็บกระดาษไปกดใส่หัวเพื่อนร่วมงานเวลาโกรธล่ะก็ คงถึงเวลาที่คุณต้องบอกลาเครื่องเล่นเกมสักพัก แล้วออกไปสูดอากาศเสียบ้างนะครับ

ผลลัพธ์ที่ได้ ยืนห่างจากชาร์ตวัดสายตา 20 ฟุต ก็ยังเห็นเป็นปกติ แถมยังได้นิ้วโป้งที่แข็งแรงอีกด้วย

3.เย้ายวนชวนได้กลิ่น

เพศสัมพันธ์เป็นเรื่องเยี่ยมอยู่แล้ว แต่งานวิจัยชิ้นใหม่ชี้ว่า มันมีประโยชน์ที่คุณไม่เคยรู้มาก่อน การศึกษาที่มหาวิทยาลัยควีนส์ในเบลฟาสต์พบว่า ฮอร์โมนโปรแลคตินที่ร่างกายสร้างขึ้นระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ จะไปกระตุ้นสเตมเซลล์ (หรือเซลล์ต้นกำเนิด) ในสมองให้เติบโตเป็นเซลล์ประสาทในออลแฟกทอรีบัลบ์ (สมองส่วนหน้าซึ่งทำหน้าที่รับกลิ่น) ซึ่งเพิ่มความอ่อนไหวต่อกลิ่นของเรา แต่ทำไมเราถึงไม่เคยสังเกตมาก่อนล่ะ นั่นอาจจะเป็นเพราะโปรแลคตินเกี่ยวข้องกับการนอนด้วยนั่นเอง ซึ่งนั่นหมายความว่า คุณคงได้แค่พูดพึมพำอะไรสักอย่างแล้วก็หลับไป

ผลลัพธ์ที่ได้ การมีเพศสัมพันธ์ช่วยเพิ่มสมรรถนะการรับกลิ่นได้จากระยะไกล และช่วยให้นอนหลับสบายขึ้น

4.แตะถูให้เกลี้ยงเกลา

ในขณะที่การลูบไล้ผิวผู้หญิง ให้ความรู้สึกนุ่มนิ่มเหมือนหมอนกำมะหยี่ ถ้าจะเปรียบกันแล้วผิวผู้ชายก็คงไม่ต่างไปจากผิวกระดาษทรายของเม่น เอ็มมา เทอร์เล ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องสำอาง ซึ่งมีประสบการณ์มากกว่า 15 ปีในธุรกิจเกี่ยวกับความสวยความงาม แนะว่า หนุ่ม ๆ ก็ควรขัดหน้าบ้าง (เหมือนแฟนสาว) เพื่อผลัดเซลล์ผิว และกำจัดชั้นผิวตายแล้วที่อยู่ด้านบนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ผิวคุณดีขึ้นและความรู้สึกไวขึ้น รวมทั้งเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีคุณภาพ

บำรุงรักษาผิวแบบง่าย ๆ นี้จนเป็นกิจวัตรสัก 3 ครั้งต่อสัปดาห์ แล้วคุณจะรู้สึกผิวน่าสัมผัสและเรียบเนียนขึ้นเมื่อเธอลูบไล้

ผลลัพธ์ที่ได้ ความรู้สึกไวขึ้น ระคายเคืองน้อยลง และเธอจะลูบตัวคุณราวกับเป็นแมวเลยล่ะ

5.เพิ่มเติมไหวพริบ

พวกเราไม่มีสัมผัสที่ 6 ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะสัมผัสที่ 6 ของสไปเดอร์แมน ก็ดูมีประโยชน์ดีเหมือนกัน แต่ที่เรามีก็คือ ไหวพริบจากรายงานของมหาวิทยาลัยเวคฟอเรสต์ในรัฐแคโรไลนาเหนือ ระบุว่า การเล่นอักษรไขว้ หรือซุโดกุสามารถทำให้คุณมีเหตุผลขึ้น เพิ่มพลังสมอง และทำให้สมาธิดีขึ้น มันควรจะทำให้คุณมีไหวพริบที่ดีขึ้นมากพอจะรู้ว่า แมงมุมที่มีสารกัมมันตรังสีปนเปื้อนนั้นเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

ผลลัพธ์ที่ได้ ปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยชีวิต

6.รับประทานสังกะสี

ว่ากันว่าความชอบหอยนางรมเป็นรสนิยมที่ได้จากการฝึกฝน แต่ถ้าคุณอยากเพิ่มพลังให้กับประสาทรับรส คุณก็แค่เพียงรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะของเหลวข้น ๆ ภายใน คือแหล่งสังกะสี (หอยนางรม 100 กรัม มีสังกะสี 75 มิลลิกรัม) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยอัลสเตอร์พบว่า มีความเชื่อมโยงกับการรับรสที่ดีขึ้น

งานวิจัยที่มหาวิทยาลัยรัตเกอร์สในสหรัฐอเมริกา แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่รับรสได้ดีกว่าปกติมักจะมีรูปร่างผอมกว่า ก็ในเมื่อหอยสักจานจะทำให้ผู้หญิงรู้สึกดี ทำให้คุณดูดี มิหนำซ้ำยังลิ้มรสอาหารดีขึ้น แล้วคุณจะมัวรีรออะไรอยู่อีกล่ะ

ผลลัพธ์ที่ได้ รสชาติเต็มที่แต่เอวบางลงอีกตั้งครึ่ง

ที่มา http://health.kapook.com/view16478.html

งานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 19



งานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 19


บริษัท พี.เค. เอ็กซิบิชั่น แมนเนจเม้นท์ จำกัด ชวนคนไทยเที่ยวเมืองไทย ในงาน "ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 19" มหกรรมท่องเที่ยวเก่าแก่ที่รู้จักกันดีในฐานะแหล่งรวมสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

สำหรับ งานไทยเที่ยวไทยในช่วงปลายฝนต้นหนาวนี้ จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-5 กันยายน 2553 เวลา 10.00-21.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใน งานจะมีผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวเข้าร่วมครบทุกประเภท กว่า 1,000 ราย รวม 1,183 บูธ อาทิ โรงแรม รีสอร์ต สายการบิน บริษัททัวร์ รถเช่า สปา สถานบันเทิง เรือท่องเที่ยว ภัตตาคาร อุปกรณ์ท่องเที่ยว-เดินทาง แค้มปิ้ง ดำน้ำ สื่อท่องเที่ยว รวมถึงสินค้าของฝากของที่ระลึกทั่วประเทศ เป็นต้น

คึกคัก เต็มพื้นที่ศูนย์สิริกิติ์ ซึ่งส่วนใหญ่จะเตรียมแพ็คเกจทัวร์ที่พักทั่วไทยและทั่วโลก มาลดราคากระหน่ำ พร้อมกระตุ้นการช้อปด้วยการนำโปรโมชั่นดี ๆ มาลดแลกแจกแถมพิเศษสำหรับงานนี้เท่านั้น ทั้งนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานกว่า 500,000 คน และสร้างเงินสะพัดในงานได้มากกว่า 500 ล้านบาท ยังไม่รวมเงินหมุนเวียนต่อเนื่องภายหลังการจัดงานอีกหลายร้อยล้านบาท

นอกเหนือจากภายในงานจะมีการออกบูธให้เลือกมากมายด้วยข้อเสนอพิเศษต่างๆ แล้ว ยังมีกิจกรรมการแสดงบนเวทีที่น่าสนใจมากมายให้ชมตลอดงาน ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 0-2683-3065-8 หรือดูข้อมูลในเว็บไซต์ www.pkexhibition.com

ที่มา http://travel.kapook.com/view15783.html